Read More
น่ารู้เรื่องก่อสร้าง

คุณสมบัติของไม้แต่ละชนิด ที่ใช้ในงานก่อสร้าง

คุณสมบัติของไม้แต่ละชนิดที่เกี่ยวข้องกับงานก่อสร้าง

ไม้สำหรับงานก่อสร้างถูกแบ่งออกเป็น 3 ประเภท โดยถือเอาค่าความแข็งแรงในการตัดของไม้แห้ง และความทนทานตามธรรมชาติของไม้นั้นๆ ดังนี้

1. ไม้เนื้อแข็ง

มีความแข็งแรงสูงประมาณ 1,000 กก./ลบ.ม. มีความทนทานสูง บางขนิดสูงถึง 6 ปี มีหลายชนิด เช่น ไม้เต็ง ไม้รัง และไม้แดง ไม้มะค่าโมง ไม้มะเกลือ ซึ่งมีคุณสมบัติและประโยชน์ที่ควรทราบ ดังต่อไปนี้

ไม้เต็ง เป็นต้นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลักษณะเนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลอ่อนจนถึงสีน้ำตาลแก่แกมแดง เนื้อหยาบ แต่สม่ำเสมอ เสี้ยนสับสน แข็ง เหนียว แข็งแรง และทนทานมาก เมื่อผึ่งให้แห้งแล้ว เลื่อยไสตกแต่งได้ยาก น้ำหนักโดยเฉลี่ยอยู่ที่ ประมาณ 1,040 กิโลกรัมต่อลูกบาศก์เมตร ใช้ทำหมอนรางรถไฟ เครื่องมือกสิกรรม และโครงสร้างอาคาร เช่น ตง วาน วงกบ ประตูหน้าต่าง โครงหลังคา และเสา เป็นต้น

ไม้รัง เป็นต้นไม้ขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ลักษณะเนื้อไม้มีสีน้ำตาล อมเหลือง เสี้ยนสับสน เนื้อหยาบ แต่ไม่สม่ำเสมอ แข็ง หนัก แข็งแรง และทนทานมาก เลื่อยไสตกแต่งค่อนข้างยาก เมื่อผึ่งแห้ง จะมีลักษณะคล้ายไม้เต็ง จึงมักเรียกว่าไม้เต็งรัง น้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 800 กก./ลบ.ม. ใช้ทำเสาและโครงสร้างอาคาร ทำหมอนรางรถไฟ และทำเครื่องมือกสิกรรม เป็นต้น

ไม้แดง
เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ ลักษณะของเนื้อไม้มีสีแดงเรื่อๆ หรือสีน้ำตาลอมแดง เสี้ยนแข็งแรงและทนทาน เลื่อยไสตกแต่งได้เรียบร้อย ขัดชักเงาได้ดี น้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 960 กก./ลบ.ม. ไม้นี้นิยมในการก่อสร้างในส่วนที่ไม่ใช่โครงสร้าง เช่น พื้น วงกบ ประตูหน้าต่าง ทำเกวียน ทำเรือ หมอนรางรถไฟ เครื่องเรือน เครื่องมือกสิกรรม และด้ามเครื่องมือ ไม้แดงนี้ปลวกหรือเพรียงจะไม่ค่อยรบกวน และเป็นต้นไม้ที่ต้านทานไฟในตัวด้วย ไม้แดงเป็นไม้ที่มีความแข็งมาก ทำให้เวลาเกิดความชื้นหรือร้อน อาจจะขยายตัวจนกำแพงแตกได้

ไม้ตะเคียนทอง เป็นต้นไม้ใหญ่และสูงมาก ลักษณะเนื้อไม้มีสีเหลืองหม่น หรือสีน้ำตาลอมเหลือง มักมีเส้นสีขาวหรือสีเทาขาวผ่านเสมอ สีที่ผ่านนี้เป็นท่อน้ำมันยาง เสี้ยนมักสับสน เนื้อละเอียดปานกลาง แข็ง เหนียว ทนทาน ทนปลวกได้ดี นำไปเลื่อยใสกล ตกแต่งและชักเงาได้ดีมาก น้ำหนักโดยเฉลี่ย 750 กก./ลบ.ม. ใช้ในการก่อสร้างอาคารและไม้หมอนรถไฟไม้ตะแบก เป็นต้นไม้สูงใหญ่ ลักษณะเนื้อไม้สีเทาจนถึงน้ำตาลอมเทา เสี้ยนตรง หรือเกือบตรง เนื้อละเอียดปานกลาง เป็นมัน แข็ง เหนียว แข็งแรง และทนทานดี ถ้าใช้ในร่มไม่ตากแดดตากฝน ใช้ทำเสาบาน ทำเรือ แพ เกวียน เครื่องมีกสิกรรม ไม้ตะแบกชนิดลายใช้ทำเครื่องเรือนได้สวยงามมาก ใช้ทำด้ามมีด กรอบรูป และด้ามปืน เป็นต้น

ไม้มะค่าแต้ เป็นต้นไม้ขนาดกลางถึงขนาดสูงใหญ่ ลักษณะทั่วไปเนื้อไม้มีสีน้ำตาลอ่อนถึงสีน้ำตาลแก่ มีเส้นเสี้ยนผ่านและมีสีแก่กว่าสีพื้น เสี้ยนสับสน เนื้อค่อนข้างหยาบแต่สม่ำเสมอเป็นมันเลื่อม แข็งและทนทานมาก ทนมอด ทนปลวกได้ดี เลื่อยไสตกแต่งได้ยาก เพราะความแข็งของไม้ น้ำหนักโดยเฉลี่ย 1090 กก./ลบ.ม. ใช้ในการก่อสร้างต่างๆ ทำหมอนรถไฟ ทำเครื่องเกวียน เครื่องไถนา และเครื่องเรือน

ไม้ประดู่ืเป็นต้นไม้สูงใหญ่ ลักษณะเนื้อไม้สีแดงอมเหลืองถึงสีแดง อย่างสีอิฐแก่ สีเส้นเสี้ยนแก่กว่าสีพื้น บางทีมีลวดลายสวยงามมาก เสี้ยนสับสนเป็นริ้ว เนื้อละเอียดปานกลาง แข็งและทนทาน ไสตกแต่งและทำเงาได้ดี น้ำหนักโดยเฉลี่ย 800 กก./ลบ.ม. ใช้ในการก่อสร้าง ทำเกวียน เครื่องเรือนที่สวยงาม ทำจากปุ่มประดู่ ทำด้ามเครื่องมือ และสิ่งอื่นๆที่ต้องการความแข็งแรง ทนทาน ไม้ประดู่ส่วนใหญ่คือ ประดู่แดงหรือประดู่เหลือง ความแข็งใกล้เคียงกับไม้แดง แต่ยืดหดน้อยกว่า

ไม้เนื้อแข็งปานกลาง

เป็นไม้ที่มีความแข็งแรง 600 ถึง 1,000 กก./ลบ.ม. มีความทนทานของเนื้อไม้ หลังจากผ่านการผลิตอุตสาหกรรมแล้วเฉลี่ย 6 ปี ไม้ประเภทนี้ได้แก่ ไม้ยูง ไม้มะค่าแต้ ไม้พลวง ไม้นนทรี ไม้ตะแบก ไม้ตาเสือ ไม้ตะเคียนทอง

ไม้สัก เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ ลักษณะเนื้อไม้สีเหลืองทอง นานเข้าจะกลายเป็นสีน้ำตาล หรือน้ำตาลแก่ มีกลิ่นเหม็นเหมือนหนังฟอกเก่าๆ และมีน้ำมันในตัว มักมีเส้นสีแก่แทรกเสี้ยนตรงเนื้อหยาบ และไม่สม่ำเสมอ แข็งพอประมาณ ทนทานที่สุด ปลวกมอดไม่ทำอันตราย นำไปเลื่อยไสตกแต่งได้ง่าย แกะสลักได้ดี ชักเงาได้ง่าย และดีมาก เป็นไม้ที่ผึ่งให้แห้งได้ง่ายและอยู่ตัวดี น้ำหนักโดยประมาณ 640กก./ลบ.ม. ไม้สักเป็นไม้ที่นิยมมากในการทำเครื่องเรือน ทำบานประตูหน้าต่าง แกะสลักต่างๆ

ไม้กระบาก หรือไม้กะบาก เป็นไม้สูงใหญ่ ลักษณะเนื้อไม้โดยรวม มีสีตั้งแต่นวลเหลืองถึงน้ำตาล อ่อนแกมแดงเรื่อๆ เสี้ยนตรง เนื้อหยาบ แต่สม่ำเสมอ แข็ง เหนียว เลื่อยไสตกแต่งได้ไม่ยาก ข้อเสียคือ เนื้อเป็นทราย ทำให้กัดคมเครื่องมือ น้ำหนักโดยเฉลี่ยอยู่ที่ 600กก./ลบ.ม. ใช้ทำแบบหล่อคอนกรีตได้ดี เพราะถูกน้ำแล้วไม่บิดงอหรือโค้ง ทำเครื่องเรือนราคาไม่แพง ทำกล่องใส่ของ เก้าอี้

ไม้นนทรีย์ เป็นต้นไม้ขนาดกลาง ลักษณะไม้สีชมพูอ่อนถึงน้ำตาลแกมชมพูเป็นมันเลื่อม เสี้ยนตรง หรือเป็นลูกคลื่นหรือสับสนบ้างเล็กน้อย เนื้อหยาบปานกลาง เลื่อยผ่าไสตกแต่งได้ง่าย น้ำหนักโดยเฉลี่ยประมาณ 575 กก. /ลบ.ม. ใช้ทำพื้น เพดาน และฝา ทำเครื่องเรือน และที่ใส่ของต่างๆ

ไม้เนื้ออ่อน

เป็นไม้ที่มีความแข็งแรงเฉลี่ยต่ำกว่า 600 กก./ลบ.ม.  มีความทนทานต่ำเมื่อเทียบกับไม้ประเภทอื่น คือประมาณ 2 ปี ไม้ประเภทนี้ก็ได้แก่ ไม้ยางแดง ไม้พะยอม ไม้พญาไม้ ไม้กระเจา ไม้กวาด

ไม้ยาง เป็นต้นไม้สูงชลูด ลักษณะเนื้อไม้มีสีแดงเรื่อ หรือสีน้ำตาลหม่น เสี้ยนมักตรง เนื้อหยาบ แข็งปานกลาง ใช้ในร่ม ทนทานดี เลื่อยไสตกแต่งได้ดี น้ำหนักโดยเฉลี่ยนประมาณ 650-720 กก./ลบ.ม. ใช้ในงานก่อสร้างทั่วไป เช่น ใช้เป็นไม้ฝา ไม้คร่าว ฝ้าเพดาน คร่าวฝา

ไม้กระท้อน เป็นต้นไม้ขนาดใหญ่ ลักษณะเนื้อไม้มีสีแดงเรื่อๆปนเทา เสี้ยนไม้ตรง เนื้อค่อนข้างหยาบ แข็งแรงปานกลาง ใช้ในร่มทนทานพอควร เลื่อยไสตกแต่งได้ง่าย ขัดและชักเงาได้ ผึ่งให้แห้งได้ง่าย แต่หดตัวมาก ใช้ทำพื้น เพดาน และเครื่องเรือน

ไม้ต้นมะพร้าว เนื้อมีความหนาแน่น ใช้เป็นโครงสร้างรองได้ ความหนาแน่นตรงริมมีมากกว่าตรงกลางต้น ตอนกลางมีน้ำหนักเฉลี่ย 400 กก./ลบ.ม. แต่ตอนริมมีน้ำหนักเฉลี่ยถึง 600 กก./ลบ.ม

Read More
น่ารู้เรื่องก่อสร้าง

กรรมวิธีในการผลิตไม้อัด

จะมีลักษณะเป็นแผ่นบางๆ ซึ่งไม้อัดจะมีอยู่ด้วยกันหลายประเภทหลายสี สังเกตเห็นมั้ยคับว่าไม้อัดด้านหลังจะเหมือนกัน จะมีลักษณะที่คล้ายกัน แต่ผิวหน้าจะแตกต่างกัน ซึ่งแผ่นหน้าของมันก็คือ เยื้อวีเนี่ยบางๆ ซึ่งเดี๋ยวเราจะได้ไปดูกันว่าขั้นตอนการผลิตนั้นเป็นอย่างไร

  1. เริ่มจากการสไลด์เยื่อไม้

เยื่อไม้อัดลีคอมโพส เป็นเยื่อไม้อัดที่สังเคราะห์จากธรรมชาติ จะมีหน้ากว้างกว่าเยื่อไม้อัดธรรมชาติพอสมควร หลังจากที่เราได้เยื่อไม้อัดที่มีความหนาทั่วไปตั้งแต่ 0.3 มิลลิเมตรถึง 0.8 มิลลิเมตร เราก็จะนำเยื่อไม้ที่ได้ไปผ่านกระบวนการไล่ความชื้นเพื่อให้มีความพอเหมาะ สำหรับเตรียมติดตั้งในการทำไม้อัดต่อไป

เยื่อวีเนียร์ ซึ่งได้จากไม้ธรรมชาติ ซึ่งเป็นไม้จริง สังเกตได้ว่าจะมีความกว้างน้อยกว่าเยื่อลีคอมโพซึ่งเป็นไม้สังเคราะห์ธรรมดา เราจะนำเยื่อวีเนียร์ที่ได้มาเรียงกันให้ได้ความหนาที่พอสมควร ก็จะนำเข้าเครื่องตัดให้ได้หัวท้ายก่อนเพื่อให้ได้ความยาวตามที่ต้องการ

หลังจากที่เราได้ความยาวตามต้องการเราก็เอาเข้ามาเข้าอีกเครื่องหนึ่งคับเครื่องนี้เป็นเครื่องที่เรากำหนดไว้เพื่อที่จะได้ความยาวเท่ากันทั้งแผ่น จากนั้นนำมาเข้าเครื่องเย็บกาว เครื่องนี้จะเป็นเครื่องที่ต่อแผ่นวีเนี่ย 2 แผ่นให้เป็นชิ้นเดียวกัน ต่อให้ได้ความกว้างที่เราต้องการ ส่วนรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ หรือลอยเปื้อนต่างๆ เราก็ตัดแต่งให้เรียบร้อยก่อนนะคับแล้วจึงใช้กาวอัดแต่งเข้าไปให้เรียบร้อย

  1. ขั้นตอนการเตรียมไม้อัด

นำเยื่อไม้ที่พร้อมแล้วนำมาปูลงบนแผ่นไม้อัด พอจัดวางเรียบร้อนแล้วก็ส่งเข้าเครื่องอัดความร้อนจะใช้เวลาประมาณ 3-5 นาที แล้วแต่ความหนาของเยื่อไม้ เสร็จแล้วก็จะออกมาได้ผิวของเนื้อไม้ที่สวยงามอัดติดแน่นบนแผ่นไม้อัดเลย หลังจากที่ออกมาแล้ว
ก็จะนำมาตัดแต่งขัดขอบ พอตัดแต่งเสร็จแล้วก็จะนำแผ่นมาผ่านเครื่องขัดผิวหน้าอีกที ก็จะได้รวดลายเยื่อไม้อัดตามที่เราต้องการ เพื่อจะนำไปวางขายหรือนำมาส่งออก

วีเนียร์นอกจากนำมาทำเป็นไม้อัดแล้วเรายังนำมาใช้มาทำอย่างอื่นได้ เช่นการตัดต่อรวดลายเพื่อทำเป็นโคมไฟ แผ่นไม้อัดโดยทั่วไปตามท้องตลาดก็จะมีขนาดคือ1.20*2.40 หรือประมาณ 4*8 ฟุต ซึ่งจะมีหน้าของไม้กว้างกว่าไม้ธรรมชาติเยอะ ถูกนำไปใช้ทำ ตู้ โต๊ะ หรือเฟอร์นิเจอร์ต่างๆ ที่ขายตามท้องตลาด เพราะว่าเบากว่าไม้จริง และก็ความกว้างของเนื้อไม้กว้างกว่าไม้จริงเยอะมาก

Read More
น่ารู้เรื่องก่อสร้าง

การเลือกใช้ไม้โครงที่ใช้ในการทำเฟอร์นิเจอร์

ไม้โครงที่ใช้เป็นโครงสร้างของตู้ต่างๆในการตกแต่งภายในงานเฟอร์นิเจอร์ บิ้วอินคือไม้ที่นำมาใช้ทำเป็นโครงสร้างของแผ่นพื้น, แผงข้างหรือหน้าบาน มีหน้าที่เป็นโครงสร้างเพื่อให้เกิดความแข็งแรงและใช้ในการเกาะยึดบานพับ, รางลิ้นชัก ปุ่มปรับระดับหรือสำหรับติดราวแขวนต่างๆ   หลังจากทำโครงไม้เสร็จจึงกรุไม้อัดปิดทับทั้ง2ด้าน

ไม้จริงประเภทต่างๆ ที่มีขนาดหน้าไม้เล็กเป็นที่นิยมในการทำเป็นโครงในการทำงานเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินปัจจุบันช่างไม้บางคนต้องการลดต้นทุนในการทำงานตกแต่งภายในมักจะนำเอาแผ่น MDF หรือปาร์ติเกิลบอร์ดมาซอยให้มีขนาดเล็กเพื่อทำหน้าที่เป็นโครง  แต่ความแข็งแรง ความทนทานไม่สามารถจะสู้โครงไม้จริงได้

รูปแบบของไม้โครงที่ใช้ในการทำเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน

1. ไม้ที่เป็นเส้นเดียว โครงไม้เส้นเดียวราคาแพง เนื่องจากหายาก ส่วนข้อเสียคือตัวโครงที่ได้บิดเบี้ยวง่าย การใช้งานจะทำได้ยาก
2. ไม้ต่อกัน (joint) เป็นการนำเอาเศษชิ้นไม้ขนาดเล็กมาต่อกัน เศษไม้แต่ละชิ้นจะถูกทำให้เป็นฟันเลื่อยและเชื่อมต่อกันด้วยกาว โครงที่ได้ราคาถูกลง (ราคาของโครงไม้จ๊อยส์ขึ้นอยู่กับชนิดของไม้) ข้อดีคือไม้ไม่บิดเบี้ยวหมือนโครงไม้จริงเส้นเดียว  ราคาถูกลงและนำไปใช้ทำงานได้ง่ายกว่าโครงไม้จริงเส้นเดียว

รูปแบบของการต่อไม้โครงประเภทต่างๆ(WOOD JOINT)
ไม้เป็นทรัพยากรทางธรรมชาติที่มีจำกัด การที่จะนำไม้มาใช้ทำงานเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินหรืองานต่างๆเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุด คุ้มค่ามากที่สุดเป็นสิ่งที่ควรทำ การนำเศษไม้ชิ้นเล็กๆที่เหลือเศษจากการใช้งานอื่นมาต่อกัน ประสานกันจึงเป็นแนวทางที่เหมาะสม  เทคโนโลยีการต่อประสานไม้มี 2 รูปแบบ แยกตามทิศทางการต่อไม้ดังนี้

 1. Vertical Finger Joint เป็นรูปแบบการทำไม้ให้เป็นรอยต่อรูปฟันปลาอยู่ที่ด้านความกว้างของหน้าไม้ส่วนความหนาจะเห็นเป็นเส้นตรง

การต่อไม้โครงที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน หรืองานตกแต่งภายในเป็นกระบวนการเพิ่มความยาวของไม้ การเชื่อมต่อชิ้นไม้แต่ละชิ้นนั้นใช้กาวเป็นตัวประสาน  ถ้ากาวถูกทาที่หัวไม้ ไม้จะดูดซึมกาว (ด้านหัวไม้เป็นด้านที่ดูดความชื้นดีที่สุด)  การต่อไม้จะไม่แข็งแรงเนื่องจากชิ้นไม้จะมีการดูดซึมเข้าไปก่อนที่กาวจะเซ็ทตัว  เพื่อให้เกิดความแข็งแรง จึงต้องทากาวให้สัมผัสกับด้านข้างของเนื้อไม้ จึงป็นเหตุผลในการทำหัวไม้ในลักษณะฟันปลาเพื่อให้กาวสัมผัสหน้าไม้ที่ไม่ใช่หัวไม้แทน โดยการตทำหัวไม้แต่ละท่อนเป็นฟันปลาสลับกัน แล้วจึงทากาวในร่องฟันปลาเพื่อต่อไม้ชิ้นให้ยาวขึ้น

2. Horizontal ButtJoint รอยฟันปลาจะอยู่ที่ด้านความหนาของโครงไม้แทนด้านกว้างแบบFinger Joint  การต่อไม้แบบนี้จะทำให้แผ่นเศษไม้ที่ต่อกันแล้วมีหน้ากว้างมาก  ดังนั้นการใช้งานไม้ที่ต่อแบบ Butt Joint จึงเป็นการนำเอาเนื้อไม้ที่ต่อกันเป็นหน้ากว้างมาทำเป็นแผ่นชั้นวางของ  เป็นTopโต๊ะทำงาน  Topโต๊ะทานอาหารเป็นต้น เนื่องจากรอยต่อไม้ที่เป็นรอยฟันปลาจะไม่เห็นที่ด้านใช้งานด้านที่ใช้งานจะเห็นเป็นเพียงรอยต่อของชิ้นไม้   แต่จะเห็นรอยฟันปลาที่ด้านความหนาของชิ้นงานแทน

ขนาดและความหนา
ขนาดและความหนาของโครงไม้ที่ใช้ทำเฟอร์นิเจอร์บิ้วอินมีตั้งแต่ขนาด 1”x1.5” ยาว 2.5ม. และ 1”x2” ยาว 2.5 ม. (ความหนา 17 มม.จนถึง 23 มม.)  การเลือกใช้ไม้โครงที่มีความหนาต่างๆนั้นขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์การใช้งาน  เช่นต้องการใช้เป็นแผงข้างของตู้หรือทำหน้าบานของตู้

ไม้ที่นิยมนำมาทำเป็นไม้โครงงานเฟอร์นิเจอร์บิ้วอิน

1. ไม้สักสวนป่าจ๊อยส์ เนื้อไม้ไม่แข็ง ใช้ทำงานง่าย ไม่บิดตัวคิอนข้างเป็นเส้นตรง เนื่องจากอายุของไม้มีน้อย และมีกระพี้ติดมามาก ยางจึงมีไม่มากพอ จึงไม่สามารถป้องกันปลวกได้
2. ไม้สักจ๊อยส์พม่า เนื้อไม้นิ่มทำงานง่าย  เป็นเส้นตรงไม่บิดตัว ป้องกันปลวกได้ดีกว่าไม้สัก สวนป่า ราคาค่อนข้างแพง
3. ไม้แดงจ๊อยส์ เนื้อไม้แข็ง  ป้องกันปลวกได้ดี  ราคาค่อนข้างแพง
4. ตะแบกจ๊อยส์ สีน้ำตาลอ่อนอมเหลือง เป็นไม้เนื้อแข็ง ตรงไม่บิดตัว แข็ง ไสแต่งทำงานง่าย ปลวกไม่ชอบ มีสีและความสวยงามใกล้ไม้สัก แต่ถ้าโดนความร้อนหรือความชื้น ก็จะโกร่งตัวได้ง่าย
5. ตะเคียน เป็นไม้เนื้อแข็ง สีออกเหลืองทองไม่บิดงอง่าย ยึดเกาะตะปูดี ทำงานยาก เนื้อไม้มีตำหนิคล้ายรูมอดซึ่งเป็นลักษณะทางธรรมชาติ ไม่มีผลต่อความแข็งแรง
6. ไม้เบญจพรรณจ๊อยส์ สีเหลืองอ่อนถึงน้ำตาลแดง เป็นไม้เนื้อผสมอ่อนและแข็ง มีลักษณะตรง ไม่บิดตัว รับแรงได้ดีหนักแน่นมั่นคง ส่วนใหญ่ใช้ในงานไม้แบบก่อสร้างมากกว่าจะใช้ในงานตกแต่งภายใน
7. ทุเรียนจ๊อยส์
8. ยางพาราจ๊อยส์
เป็นไม้โตเร็วหาได้ง่าย ราคาถูก การทำงานง่าย มีการบิดตัวง่ายในเนื้อไม้มีสารที่เป็นอาหารของปลวกและเชื้อรา
9. สยาแดง เป็นไม้เนื้ออ่อนไม่บิดตัว เนื้ออ่อน เบา แต่ไม่เปราะ ทำงานง่าย เนื้ออ่อนเบา การยึดเกาะไม่ดี   ราคาถูก