Read More
น่ารู้เรื่องก่อสร้าง

หลักการประกอบเสา, คาน

 

งานก่อสร้างคาน : ขั้นตอนการก่อสร้างคาน

คานเป็นโครงสร้างทำหน้าที่รับน้ำหนักของพื้น ผนัง แล้วจะถ่ายน้ำหนักไปยังที่รองรับได้แก่ เสา อีกทอดหนึ่ง คานที่อยู่ส่วนล่างสุดของบ้านหรืออาคารเรียกว่า คานคอดิน ส่วนคานที่อยู่ด้านบนจะเรียกตามชั้นเช่น คานชั้น 2 คานชั้น 3 เป็นต้น

ขั้นตอนการก่อสร้างคาน

  1. ตรวจสอบระดับท้องคาน ระดับหลังคาน เพื่อให้ระดับความสูงของบ้าน และความสูงระหว่างชั้นต่อชั้นถูกต้องตามแบบก่อสร้าง และต้องดูว่าเสาตอม่ออยู่ต่ำหรือสูงกว่าระดับ + 0.00 หรือระดับ Offset ที่เสา เพื่อจะได้วางแผนการก่อสร้างได้ถูกต้อง
  2. ติดตั้งท้องคานเพื่อวางเหล็กเสริม โดยที่ท้องคานจะมีขนาดเท่าใดนั้น ขึ้นอยู่กับแบบก่อสร้าง กรณีที่เป็นคานคอดินต้องมีที่ท้องคานวางอยู่บนดินก็จะใช้พื้นดินเป็นท้องคานซึ่งจะทำการเท lean concrete ก่อนแล้วค่อยวางเหล็กเสริม แต่ถ้าคานคอดินอยู่สูงกว่าพื้นดินก็ควรทำนั่งร้านเตี้ยๆ เพื่อวางท้องคานในกรณีที่เป็นคานชั้นที่สูงขึ้นไปจะทำเป็นนั่งร้านสูงหรือตุ๊กตารองรับท้องคาน หรืออาจใช้นั่งร้านสำเร็จรูปก็ได้ นั่งร้านที่รองรับท้องคานต้องสามารถรองรับน้ำหนักคานและน้ำหนักแบบหล่อได้เมื่อเทคอนกรีต
  3. การเสริมเหล็กต้องเป็นไปตามแบบก่อสร้างทั้งชนิด ขนาด จำนวนและตำแหน่งการวางเหล็กเสริม การต่อทาบต้องตรงกับตำแหน่งที่เกิดโมเมนต์น้อยที่สุด สำหรับคานเหล็กเสริมบนให้ต่อทาบกลางคาน เหล็กเสริมล่างให้ต่อทาบทิ่ริมเสา เหล็กปลอกระยะห่างตามแบบก่อสร้างกำหนดและต้องเผื่อระยะหุ้มคอนกรีตด้วย
  4. เมื่อเสริมเหล็กเสร็จเรียบร้อยแล้ว จะทำการติดตั้งแบบหล่อโดยแบบหล่อที่ใช้อาจเป็นแบบเหล็กหรือไม้ก็ได้ แบบหล่อต้องได้ดิ่ง มีค้ำยันและตีรัดแบบหล่อให้แข็งแรง
  5. หาระดับหลังคานเพื่อใช้ในการเทคอนกรีต ส่วนมากการเทคอนกรีตคานจะเทลดระดับจากหลังคานประมาณ 10 เซนติเมตรเพื่อไว้ก่อสร้างพื้น
  6. ก่อนเทคอนกรีตควรทำความสะอาดแบบหล่อ และราดน้ำหรือน้ำปูนแบบหล่อให้ชุ่มก่อนการเทคอนกรีต เพื่อไม่ให้แบบหล่อดูดน้ำจากคอนกรีต
  7. ทำการเทคอนกรีตแล้วทำให้คอนกรีตแน่นตัวโดยใช้เครื่องสั่นหรือกระทุ้งด้วยมือ ควรระวังอย่าให้ถูกเหล็กเสริม และต้องตรวจสอบค่ายุบตัวของคอนกรีต และเก็บตัวอย่างคอนกรีตเพื่อทดสอบกำลังอัดของคอนกรีต ว่าได้ตามที่ระบุไว้ในแบบหรือไม่ ในกรณีที่มีการหยุดเทคานให้หยุดเทที่กลางคานในแนวตั้งฉาก ควรเสียบเหล็ก Dowel เมื่อเทคอนกรีตแล้วก่อนคอนกรีตแข็งตัวความยาวตามแบบก่อสร้างในกรณีที่ใช้พื้นสำเร็จรูป
  8. เมื่อคอนกรีตแข็งตัวแล้ว ประมาณ 1 – 2 วัน สามารถถอดแบบข้างคานได้ แต่ยังคงค้ำยันไว้จนกว่าจะได้ 14 วันหรือ 21 วันนับจากวันหล่อ
  9. เมื่อถอดแบบแล้ว จะทำการบ่มคอนกรีตเพื่อให้คอนกรีตพัฒนากำลังได้ต่อเนื่อง อาจใช้พลาสติกคลุม หรือใช้น้ำยาบ่มคอนกรีต บ่มชื้นอย่างน้อย 7 วัน

จากการศึกษาตามโครงการก่อสร้างพบการติดตั้งท้องคาน และมีการก่อผนังอิฐเป็นค้ำยัน สามารถประหยัดไม้ค้ำยันได้แต่ก็ไม่สามารถก่อผนังได้พร้อม ๆ กันทั้งหมดหรือทั้งชั้นได้เพราะการขนย้ายวัสดุ เช่น เหล็กไม้แบบ เป็นต้น จะทำได้ลำบาก

การก่อผนังเป็นค้ำยันมีข้อจำกัดที่ไม่สามารถใช้กับคานขนาดใหญ่ และช่วงคานยาวมาก ๆเพราะผนังอาจรับน้ำหนักไม่ได้ แต่สำหรับบ้านพักอาศัย อาคารขนาดเล็ก สามารถใช้ได้ ซึ่งการก่ออิฐเป็นผนังสามารถทำได้รวดเร็ว เพราะไม่ต้องรอถอดไม้แบบ

ข้อควรระวัง ในการก่อผนังอิฐเป็นค้ำยันต้องรอให้ผนังสามารถรับแรงได้ก่อนไม่ใช่ก่อเสร็จใหม่ ๆ แล้วติดตั้งนั่งร้านและวางท้องคาน อาจพังทลายได้

Read More
น่ารู้เรื่องก่อสร้าง

ความรู้ในการใช้ไม้อัดเคลือบฟิมล์

ไม้อัดเคลือบฟิล์ม (Film faced plywood)

ม้อัดเคลือบฟิล์มที่ขายกันอยู่ในประเทศไทย ส่วนใหญ่จะผลิตจากสองแหล่งคือ
  • ผลิตโดยโรงงานในประเทศ
  • ผลิตจากต่างประเทศ

คำถามเกี่ยวกับไม้อัดเคลือบฟิล์ม

  • ถาม : ไม้อัดเคลือบฟิล์มคืออะไร? ใช้ทำอะไรได้บ้าง?
  • ตอบ : ไม้อัดเคลือบฟิล์มคือไม้อัดที่ได้จากการนำไม้อัดสลับชั้นที่อัดด้วยกาวที่กันน้ำ(Melamine หรือ Phenol Formaldehyde) มาอัดทับด้วยแผ่นฟิล์มPhenolic Resinซึ่งมีคุณสมบัติคือ มีความมัน, น้ำซึมผ่านไม่ได้ จึงเหมาะอย่างยิ่งสำหรับการนำมาใช้เป็นไม้แบบสำหรับงานหล่อคอนกรีต
  • ถาม : ไม้อัดเคลือบฟิล์มดีกว่าไม้อัดธรรมดาอย่างไร?
  • ตอบ : จากคำตอบข้างต้น เนื่องจากการใช้กาวที่มีคุณสมบัติกันน้ำ ทำให้ไม้อัดเคลือบฟิล์มนั้น
    1. มีความยึดเกาะระหว่างชั้นของไม้ดีกว่า
    2. ผิวฟิล์มที่เคลือบหน้าและหลัง ทำให้สามารถทนทานต่อสารเคมี,การขูดขีดและมีความเรียบมากกว่าไม้อัดธรรมดา สามารถใช้งานได้หลายครั้งกว่า
  • ถาม : ไม้อัดเคลือบฟิล์ม สามารถนำมาใช้ซ้ำได้กี่ครั้ง?
  • ตอบ : ประเด็นนี้เป็นปัญหาที่ถูกถามบ่อยที่สุด ตามปกติการใช้งานซ้ำได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสองปัจจัยหลักคือ คุณสมบัติของไม้อัดเคลือบฟิล์มนั้น และลักษณะการใช้งาน
  • ถาม : คุณภาพของไม้อัดเคลือบฟิล์มขึ้นอยู่กับอะไรบ้าง?
  • ตอบ : คุณสมบัติของไม้อัดเคลือบฟิล์มจะขึ้นอยู่กับ ชนิดและคุณภาพของไม้,แผ่นฟิล์มที่ใช้,กาวที่ใช้ และขั้นตอนในการผลิต
    – ชนิดและคุณภาพของไม้ที่ใช้ ไม้เนื้อแข็งกว่าหรืออายุมากกว่าจะมีความแข็งแรงของเนื้อเยื่อมากกว่าไม้ประเภทที่โตเร็วหรือไม้ที่ติดกระพี้
    – แผ่นฟิล์มที่ใช้ แผ่นฟิล์มที่ดีที่สุดในปัจจุบันคือแผ่นฟิล์ม DYNEA ของฟินแลนด์
    – กาวที่ใช้ ไม้อัดเคลือบฟิล์มที่ดีจะต้องใช้กาวPhenol FormaldehydeหรือกาวMelamine ซึ่งมีคุณสมบัติกันน้ำได้ โดยปกติ – กาวMelamineจะมีคุณสมบัติด้อยกว่ากาวPhenol Formaldehyde
    – ขั้นตอนในการผลิต มีผลมากต่อคณภาพของไม้อัดเคลือบฟิล์ม ควรตรวจสอบว่าไม้ที่ท่านเลือกซื้อผลิตจากโรงงานที่มีมาตรฐานเท่านั้น
 โดยค่ามาตรฐาน ไม้อัดเคลือบฟิล์มจะสามารถนำมาใช้งานได้ตามชนิดดังตารางด้านล่างนี้
  • ถาม : ในการใช้งานไม้อัดเคลือบฟิลม์ควรใช้งานอย่างไรให้ใช้ได้มากครั้งที่สุด
  • ตอบ : วิธีการใช้งานไม้อัดเคลือบฟิล์ม
         การใช้งาน
  1. ควรใช้สลับด้านตลอดอายุการใช้งาน ไม่ควรใช้หน้าเดียวหรือใช้ทีละหน้า
  2. เพื่อความมั่นใจว่าไม้อัดจะสามารถใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ ควรทำความสะอาดผิวหน้าทุกครั้งหลังจากการใช้งานก่อนนำไปเก็บ
  3. หากมีร่องรอยชำรุดเล็กน้อยก็ให้ซ่อมแซมให้เรียบร้อยเสียก่อน
  4. การเก็บหลังการใช้งานทุกครั้ง ควรเก็บไว้ในที่ร่มที่มีอากาศถ่ายเทและไม่วางบนพื้นดินโดยตรง
  5. การเก็บรักษา ให้วางซ้อนกันให้วางเป็นคู่ๆเช่นหน้า-หน้า หรือ หลัง-หลัง

อื่นๆ เพิ่มเติม

ไม้อัดเคลือบฟิล์มจะทาสีกันน้ำด้านข้างเพื่อป้องกันน้ำซึมเข้าไป ดังนั้นหากมีความจำเป็นต้องตัดแผ่นไม้ ให้ทาสีขอบข้างด้วยสีกันน้ำทุกครั้ง2-3เที่ยว เพื่อป้องกันน้ำและเพิ่มอายุการใช้งาน

ในการใช้งานหากแผ่นไม้มีรูที่เกิดจากการเจาะ,การตอกด้วยตะปู ให้ทำการอุดรูนั้นด้วยทุกครั้งเพื่อป้องกันน้ำ
เพื่อยืดอายุการใช้งาน หลังจากการแกะแบบทุกครั้ง ควรล้างทำความสะอาดคราบปูนและวัสดุต่างๆด้วยน้ำสะอาดและอาจใช้แปรงขัดออก หากแปรงหรือเครื่องมือที่มีความแหลมคมต้องระวังไม่ให้ทำความเสียหายกับฟิล์ม
คำถามที่เกี่ยวกับการใช้งาน
  1. สามารถใช้เครื่องเข่าคอนกรีตได้หรือไม่?
    ตอบ : สามารถใช้ได้แต่ต้องระวังไม่ให้หัวจี้คอนกรีตโดนแผ่นไม้
  2.  จำเป็นต้องใช้น้ำมันหรือน้ำยาทาที่ผิวของไม้อัดเคลือบฟิล์มหรือไม่?
    ตอบ : ไม่จำเป็น
  3. สามารถใช้ตะปูตอกได้หรือไม่?
    ตอบ : ได้ แต่เมื่อถอนตะปูออกแล้วควรอุดรูตะปูนั้น
  4. ในการใช้งานหลายครั้ง ควรใช้ทีละหน้าหรือสลับหน้า
    ตอบ : ควรใช้สลับหน้าเสมอเพื่อยืดอายุการใช้งาน
Read More
น่ารู้เรื่องก่อสร้าง

ฮวงจุ้ย หลักๆในการสร้างบ้าน

ฮวงจุ้ยแปลนบ้าน ต้อนรับสิ่งดี ๆ ก่อนเข้าอยู่ เพื่อให้ทุกคนในครอบครัวใช้ชีวิตได้อย่างราบรื่นไร้เรื่องราวกวนใจ

การจัดแปลนบ้านคือการวางแผนและจัดตำแหน่งที่อยู่อาศัยให้เข้ากับไลฟ์สไตล์ผู้อยู่ แต่จะแน่ใจได้อย่างไรว่าแปลนบ้านนั้นดีพอสำหรับการรองรับพลังงานดี ๆ ที่จะเข้ามาหรือไม่ เพราะแต่ละส่วนของบ้านต่างก็มีพลังงานในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป ฉะนั้นเราจึงนำเอาหลักฮวงจุ้ยดี ๆ ที่จะมาเผยเคล็ดการจัดแปลนบ้านตามหลักฮวงจุ้ยที่ถูกต้องว่าเป็นอย่างไรกันแน่ เพื่อให้คนที่กำลังวางแผนสร้างบ้านได้นำเอาใช้กันค่ะ

  1. ประตูทางเข้าบ้าน ด่านแรกในการต้อนรับพลังงานที่ดี
    ประตูทางเข้าบ้านถือว่าเป็นด่านแรกต้อนรับพลังงานที่ดีให้เข้ามาในบ้าน ฉะนั้นการตั้งทิศทางของประตูทางเข้าบ้านจะต้องไม่ตรงกับหน้าต่างบานใหญ่และประตูบานอื่น ๆ ในบ้าน เช่น ประตูตู้เสื้อผ้า ประตูห้องน้ำ และบันได ลักษณะของประตูจะต้องเปิดเข้ามาข้างในบ้านไม่ใช่เปิดบานประตูออกนอกบ้าน เพราะจะเป็นการผลักพลังงานดี ๆ ออกจากบ้าน อีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อฮวงจุ้ยที่ประตูทางเข้านั่นก็คือ สิ่งแวดล้อมที่อยู่รอบประตูทางเข้าบ้าน ควรจะจัดระเบียบทางเข้าให้ดูผ่อนคลายไม่วางของเกะกะดูรกหูรกตา
  2. จัดวางประตูและหน้าต่างให้สมดุล เพื่อให้พลังงานไหลเวียนได้ดีทว่าลมสามารถเข้า-ออกบ้านได้ทางประตูและหน้าต่าง พลังงานที่ดีก็เช่นเดียวกัน ฉะนั้นเราควรจัดสมดุลของการติดตั้งประตูและหน้าต่างให้ดี โดยประตูแต่ละห้องไม่ควรอยู่ใกล้ชิดกันเกินไป ส่วนหน้าต่างก็ควรให้อยู่ในระดับกึ่งกลางของผนังบ้านไม่สูงและไม่ต่ำจนเกือบชิดพื้น เพื่อรักษาพลังชี่ (Chi) เอาไว้ ส่วนหลังบ้านจะต้องไม่มีประตูและหน้าต่างเยอะเกินความจำเป็นเพราะจะทำให้พลังงานชี่อ่อนตัวลง
  3. ห้องนอน พื้นที่ส่วนตัวที่ต้องความสงบห้องนอนเปรียบเสมือนหัวใจหลักของบ้าน ดังนั้นมันควรจะตั้งอยู่ในพื้นที่ที่สงบปลอดภัยไร้สิ่งรบกวนและมีพลังงานที่ดีไหลเวียนตลอดเวลา ซึ่งก็ไม่ควรตั้งอยู่เหนือโรงรถ ห้องครัว และห้องน้ำหลัก แต่ควรจะตั้งอยู่เหนือห้องกินข้าวหรือห้องนั่งเล่นแทน ส่วนชั้นบนเหนือห้องนอนก็ไม่ควรเป็นห้องน้ำเด็ดขาด
    ที่สำคัญห้องนอนต้องไม่ขวางทางเคลื่อนไหวของพลังงานหลัก โดยดูจากหลักการวางผังของยันต์แปดเหลี่ยม (Bagua) เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องนอนจะต้องไม่ตรงกับหน้าต่าง นอกจากนี้ห้ามตั้งเตียงใกล้หน้าต่างจนเกินไป หากมีห้องน้ำภายในก็ควรจัดให้อยู่เยื้องกับเตียงนอนสักหน่อย ถ้าไม่สามารถย้ายหัวเตียงออกจากผนังห้องน้ำได้ก็ให้หาหัวเตียงมากั้นไว้แทน
  4. ห้องครัว จัดเตรียมอาหารให้ถูกทิศเพื่อสุขภาพที่ดี
    พลังงานที่เกี่ยวเนื่องกับสุขภาพและร่างกายมักจะไหลวนเวียนอยู่ในห้องครัวเป็นหลัก แนะนำให้หลีกเลี่ยงการวางผังห้องครัวให้เผชิญหน้ากับประตูทางเข้าบ้าน แต่ถ้าไม่สามารถปรับเปลี่ยนผังได้ ก็ต้องแก้ด้วยการประดับดอกไม้ในห้องครัวหรือกระถางสมุนไพรเล็ก ๆ ให้ดูมีชีวิตชีวา นอกจากนี้ไม่ควรสร้างห้องครัวกับห้องน้ำหรือบันได ส่วนการตกแต่งห้องครัวก็ควรจัดตำแหน่งตู้เย็น อ่างล้างจาน และตู้อบให้เยื้องกันแบบมุมสามเหลี่ยม ที่สำคัญตู้อบไม่ควรตั้งอยู่ในบริเวณทำอาหารและหลังประตูด้วย
  5. บันได มุมพลังงานเคลื่อนไหวที่ต้องระวัง
    ตำแหน่งในบ้านที่มีการเคลื่อนไหวอยู่ตลอดเวลาอย่างบันไดนั้น กลับเป็นฮวงจุ้ยที่ไม่ค่อยจะสู้ดีนักสำหรับการจัดแปลนบ้าน ดังนั้นเราจึงควรหลีกเลี่ยงการวางบันไดไว้กลางบ้านหรือตรงกับประตู ไม่อย่างนั้นจะทำให้พลังงานดี ๆ อ่อนแรงลง ซึ่งส่งผลให้ความเป็นอยู่ไม่ราบรื่น แต่ควรจะวางให้อยู่ในทิศสุขภาพ (ทิศตะวันออก) ทิศแห่งความรัก (ตะวันตกเฉียงใต้) และทิศการเงิน (ตะวันออกเฉียงใต้) ตามหลักยันต์แปดทิศ (Bagua) เพราะมันจะไปกดทับโชคลาภของแต่ละทิศเอาไว้ แต่ถ้าบ้านใครวางผิดตำแหน่งไปแล้วขอแนะนำให้เลือกวัสดุบันไดเป็นไม้แก้ไขแทน และเสริมด้วยการติดตั้งภาพวาดหรือโปสเตอร์ศิลปะ รวมทั้งการเพิ่มสีสันตรงผนังบริเวณบันไดก็จะช่วยให้ดีขึ้นได้
  6. ห้องน้ำ ห้องซักผ้า และห้องเก็บของต้องไม่เปิดเผย
    เริ่มจากห้องน้ำกันก่อนเลย ไม่ควรจะตั้งตรงข้ามกับประตูทางเข้า กลางบ้าน ใกล้ห้องครัว ตั้งในทิศการเงิน (ตะวันออกเฉียงใต้) และทิศที่เกี่ยวกับความรักความสัมพันธ์ (ตะวันตกเฉียงใต้)
    ห้องซักผ้าและห้องเก็บของ ทั้ง 2 ห้องนี้มีความคล้ายคลึงกันมีข้าวของให้ต้องจัดการอยู่เสมอ ดังนั้นเราจึงไม่ควรตั้งให้อยู่ติดกับห้องนอนและตรงข้ามกับประตูทางเข้าบ้าน ไม่เว้นแม้แต่ตู้เก็บของที่ห้ามหันหน้าเข้าประตูทางเข้าบ้าน
  7. ห้องนั่งเล่น สร้างรากฐานที่มั่นคงให้ทุกคนในบ้าน
    ห้องสำคัญที่ควรจัดแปลนตามหลักฮวงจุ้ยนั้นก็คือ ห้องนั่งเล่น ศูนย์รวมของคนในบ้านทุกคนต้องมาพบปะพูดคุยและเพิ่มเติมความอบอุ่นให้แก่กัน บ้านไหนที่ไม่มีห้องนั่งเล่นหรือห้องนั่งเล่นเล็กเกินไปแสดงว่าบ้านหลังนั้นไม่มีฮวงจุ้ยที่ดี ซึ่งห้องนั่งเล่นจะต้องไม่เป็นรูปสามเหลี่ยมที่ทำให้ทุกคนในบ้านรู้สึกอึกอัดเมื่อเจอหน้ากัน จัดแสงในห้องให้สมดุลโดยการใช้แสงธรรมชาติรวมด้วยก็จะดี เพื่อให้พลังงานที่ดีเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างเป็นธรรมชาติ
    จะว่าไปการจัดบ้านตามหลักฮวงจุ้ยอาจจะดูยากไปสำหรับบางคน แต่ถ้าทำตามหลักเหล่านี้ได้ชีวิตความเป็นอยู่ของเราก็จะดีขึ้นใช้ชีวิตก็จะคล่องตัวมากขึ้น แถมยังเป็นการเปิดบ้านต้อนรับพลังที่สดใสให้กับชีวิตอีกด้วย